Showing posts with label ข่าวการเมือง. Show all posts
Showing posts with label ข่าวการเมือง. Show all posts

Wednesday, March 18, 2015

เปิด 7 แผน-คุมเข้ม ประชาคมอาเซียน ผนึกกับตร.สากล





การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในช่วงปลายปี 2558 ถือเป็นอีกบทบาทสำคัญที่หลายภาคส่วนต่างเตรียมความพร้อมรับมือ


 ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมรองรับการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างชาติ รวมถึงวางมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น


 ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. จึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผบ.ตร. ในฐานะประธานกรรมการการขับเคลื่อนการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัดทำโครงการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงาน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


 เริ่มจากการวางระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ โดยสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับไปดำเนินการ เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลา

 เดิมใช้เจ้าหน้าที่ตรวจต้องใช้เวลา 45 วินาทีต่อคน แต่ถ้าเป็นระบบช่องตรวจหนังสือ เดินทางอัตโนมัติ ใช้เวลาเพียง 20 วินาทีต่อคนเท่านั้น ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว


 ต่อมาเตรียมวางระบบตรวจผู้โดยสารล่วงหน้า โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผู้เดินทางเข้า ประเทศ ตั้งแต่เช็กอินกับเคาน์เตอร์ของสายการบิน


 หากพบเป็นบุคคลต้องห้ามหรืออยู่ในบัญชีเฝ้าดูของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จะรายงานไปยังสายการบินให้พิจารณาการเดินทางทันที


 นอกจากนี้ยังเตรียมเชื่อมโยงระบบหนังสือเดินทาง ด้วยการจัดตั้งศูนย์ตรวจหนังสือเดินทางปลอมทุกสนามบิน เพื่อคัดกรองบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลที่มีประวัติการกระทำผิดในต่างประเทศ บุคคลที่ใช้หนังสือเดินทางที่แจ้งหายไว้ในประเทศสมาชิกตำรวจสากล 190 ประเทศทั่วโลก


 หากพบตัวบุคคลที่มีประวัติ เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมและส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนทันที คาดระบบนี้จะนำมาใช้ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


 เมื่อวางระบบการดำเนินงานจนมีความพร้อมแล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานก็มีความจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนด้วยเช่นกัน


 จึงเตรียมตั้งศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อทำหน้าที่ลงข้อมูลแจ้งเตือนอาชญากรรม และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น


 โดยหน่วยงานนี้จะช่วยป้องกันชาวต่างชาติที่ทำผิดแล้วถูกส่งกลับประเทศ แต่อาจเปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่ เพื่อลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยซ้ำอีก


 ขั้นตอนการทำงานจะเชื่อมโยงข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติกับองค์กรตำรวจสากล เพื่อช่วยคัดกรองบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


 ส่วนการสื่อสารกับบรรดาชาวต่างชาตินานาประเทศ เตรียมจัดหาล่าม เพื่อทำหน้าที่แจ้งสิทธิในกรณีถูกขึ้นบัญชีเป็นบุคคลต้องห้าม เนื่องจากคนต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบสิทธิ ข้อจำกัด และข้อห้ามในการเดินทางไปต่างประเทศ


 สำหรับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นก็มีความสำคัญเช่นกัน จึงเตรียมแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ 24 ช.ม. พร้อมรายชื่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบไปยังทุกภาคส่วน เพื่อให้การทำงานคล่องตัว


 สุดท้ายเตรียมจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานให้ความรู้และแนวทางการคัดกรองบุคคลต่างด้าว โดยส่วนนี้จะเป็นรายละเอียดของข้อกฎหมายสากลที่มีความสำคัญกับการทำหน้าที่


 โดยเตรียมจัดทำเป็น 10 ภาษาของประเทศ ในอาเซียนและประเทศอื่นๆ ซึ่งมี พ.ต.อ. คมสัน สุขมากรอง ผบก.สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือไปยังกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตของประเทศต่างๆ


 นอกจากการวางระบบตรวจสอบการเดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มข้น พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ยังลงพื้นที่ตรวจความพร้อมตามด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหารและภูเก็ต


 เบื้องต้นที่ด่านตม.มุกดาหาร ได้ปรับพื้นที่ตรวจบุคคลเข้าออก และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจคนเข้าเมืองให้ทันสมัยมีมาตรฐาน โดยประสานความร่วมมือกับสปป.ลาว


 ขณะที่ตัวบุคคลได้ฝึกอบรมทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาลาว ภาษาเวียดนาม และภาษาจีนให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย


 ส่วนด่านตม.ภูเก็ต ได้เตรียมความพร้อมด้านรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทางเรือ บริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง


 รวมทั้งยังร่วมลงนามการให้บริการศูนย์ควบคุมเรือยอชต์ และพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการเดินทางผ่านเข้าออก เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว


 พล.ต.อ.วุฒิ ยังมอบนโยบายเพิ่มเติมด้วยว่า เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น อาทิ การติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มการติดตั้งแสงส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมทั้งหมด


 นอกจากนี้ต้องเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังอาชญากรรม ยาเสพติดและการก่อการร้าย


 โดยเชื่อว่าทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะมาถึงนี้
 

Tuesday, March 17, 2015

อึ้งไอเดียแก้มะนาวแพง-"บิ๊กตู่" แนะชาวบ้านปลูกลงกระถางไว้กินเอง




พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาราคามะนาวแพงว่า ปัญหาดังกล่าวยอมรับว่าแพงมาทั้งชาติ เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการค้นคิดนำมะนาวมาปลูกลงในกระถางเพื่อเก็บไว้กินเอง ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดี จากนี้ไปขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางเอาไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องมาบ่น ต้องหัดช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง

 "จะให้ไปควบคุมราคาเขาได้อย่างไร ในเมื่อผู้ปลูกก็ต้องลงทุนหน้าแล้งเขาก็ต้องหาโอกาสที่จะขึ้นราคา เนื่องจากมันปลูกยาก วิธีแก้ปัญหาก็ควรปลูกกินเอง มันก็จบแล้ว ก่อนหน้านี้หลายปัญหาทุกคนต่างก็ช่วยเหลือตนเองก็ต้องขอชมเชยผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความเข้มแข็งดีมาก ซึ่งผมขอให้ทุกกระทรวงที่เป็นส่วนราชการในจังหวัดต้องไปร่วมมือกับผู้ว่าฯ เพื่อผู้ว่าฯ จะได้บูรณาการ เพื่อจะได้เป็นทีมที่รับผิดชอบร่วมกัน" 

 ด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า สัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) หาแนวทางช่วยเหลือผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่กำลังประสบปัญหาปริมาณล้นตลาด ทำให้ราคาเฉลี่ยลดลง คาดว่าการประชุมจะมีมาตรการที่ทำให้ปริมาณและความต้องการอยู่ระดับใกล้เคียงกัน

 ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการเชื่อมโยงตลาดและการระบายไข่ไก่ออกไปสู่ตลาดภาคต่างๆ โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถระบายไข่ไก่ที่ล้นตลาดออกไปมากกว่า 11 ล้านฟอง และยังเตรียมแผนระบายไข่ไก่เพื่อให้ความต้องการและปริมาณอยู่ระดับเดียวกัน จึงขอให้เกษตรกรไม่ต้องวิตกกังวล ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหาแนวทางช่วยเหลือ

 น.ส.ชุติมากล่าวอีกว่า หลังจากตรวจตลาดต่อเนื่องระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ราคาสินค้าทั้งตลาดสดและภายในห้างสรรพสินค้ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อาจจะมีราคาที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ และระดับตลาดที่ขายสินค้า ซึ่งสินค้าบางรายการปรับเปลี่ยนไป ตามฤดูกาล เช่น ผักสด โดยเฉพาะ มะนาวที่มีราคาสูงขึ้นมาอยู่ที่ ประมาณ 5-7 บาท ต่อลูกส่วนขนาดจัมโบ้เฉลี่ย 10 บาทต่อลูก ซึ่งถือว่าปรับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 

"บิ๊กตู่"หวังเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่1ปีนี้-ใช้งบลงทุนไปแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์




เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในการประชุมมีกว่า 70 เรื่อง โดยเป็นการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งแนวทางใหม่ ในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้ตกลงกันว่าจะเพิ่มแนวทาง ในพื้นที่เดิม โดยหลายๆอย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ทั้งผังเมือง การจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การไฟฟ้าและประปา รวมทั้งสิทธิประโยชน์ในการลงทุน ซึ่งวันนี้ในเรื่องของสิทธิประโยชน์นั้น มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก 

 ซึ่งการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีทั้งการลงทุนในบีโอไอ เป็นการจัดตั้งโรงงานตามปกติ ของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ตนต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยได้เสาะหาพื้นที่ว่างเปล่าของหลวง ซึ่งอาจมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยจะใช้ส่งเสริมใน 3 เรื่องคือ 1.ส่งเสริมเศษรกิจบีโอไอในลักษณะนิคมอุตสาหกรรม 2.ให้เอกชนมาเช่าพื้นที่เพื่อบริหารจัดการให้เกิดการแข่งขัน 3.เสริมเอสเอ็มอีในพื้นที่ ให้เกิดความเข้มแข็ง
            
 นายกฯ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คิดว่าจะมีความก้าวหน้า สามารถดำเนินการในระยะที่1 ได้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการนำร่อง ขณะที่หลายบริษัทในต่างประเทศต่างสนใจเข้ามาลงทุน ส่วนการจัดหาแรงงานนั้นกระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งแรงงานต่างชาติในประเทศเพื่อนบ้านจะเข้ามา โดยต้องจดทะเบียนเพิ่มขึ้นให้เป็นแรงงานแบบเช้าไปเย็นกลับ และอีกส่วนคือแรงงานที่เข้ามารับจ้างตามฤดูกาล เช่น ตัดอ้อย ขุดมัน นอกจากนี้ยังมีแรงงานรายปี ซึ่งรัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาในการขึ้นทะเบียนให้กับแรงงานรายปี เพราะทำงานได้สักพักก็จะเปลี่ยนนายจ้าง และตนได้ย้ำไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้ช่วยกำกับดูแลในการจดทะเบียนเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงาน ย้ายไปยังถิ่นฐานอื่น
 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่รัฐบาลใช้งบลงทุนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมา ที่เป็นไปตามเป้าเพราะมีการขับเคลื่อนในทุกส่วน โดยให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าไปดูความต้องการของประชาชนพร้อมกับปรับแก้ และคาดว่าจะได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แน่นอน และอยากฝากไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างขอให้สบายใจ รัฐบาลขับเคลื่อนได้มากแล้ว จากที่ทำสัญญาไว้แล้ว ต่อไปก็คงเริ่มการก่อสร้างได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น